↳ โซลูชัน · ไม่ใช่ OMS

DataGlass ไม่ใช่ระบบหลังบ้าน (OMS) — ต่างกันตรงไหน และควรใช้คู่กันเมื่อไหร่

ประเทศไทยมีหมวดระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ที่โตเต็มที่แล้ว Shipnity, Zort, Page365, BigSeller, SellerPao, MyCloud และเจ้าอื่น ๆ ใช้เวลาหลายปีทำเรื่องดึงออเดอร์ ตัดสต็อกข้ามช่องทาง คิวแพ็ก ใบปะหน้าพัสดุ กระทบยอดเงินปลายทาง และปิดการขายทางแชท ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือให้ออเดอร์ถูกรับ ถูกหยิบ ถูกแพ็ก และถูกส่งอย่างถูกต้อง หนึ่งในระบบเหล่านั้นคือคำตอบ และ DataGlass ไม่ใช่

มีข้อสอบข้อเดียวที่แยกสองระบบนี้ออกจากกัน และมันไม่ใช่การว่าใคร วันที่ 4 สิงหาคม 2569 (2026) Shopee ประเทศไทยขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย จากหมวดย่อยทั้งหมด 1,437 หมวด มี 1,382 หมวดที่ปรับขึ้น 2% ก่อน VAT[1] เช้าวันนั้นระบบหลังบ้านทุกเจ้าในประเทศยังส่งออเดอร์ต่อไปเหมือนเดิม และส่งได้ถูกต้อง เพราะไม่มีข้อไหนในหน้าที่ของ OMS ที่บอกว่าต้องสังเกตว่ามี 1,382 หมวดเพิ่งขยับ แล้วคำนวณใหม่ว่า SKU ไหนหมดความคุ้มที่จะขาย และ keyword ไหนหมดความคุ้มที่จะ bid นี่คือความต่างทั้งหมด ระบบหนึ่งทำให้ออเดอร์เกิดขึ้น อีกระบบตัดสินว่าต่อไปควรทำอะไร

ระบบหลังบ้านคือบันทึกของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ชั้นตัดสินใจคือข้อเสนอว่าพรุ่งนี้ควรทำอะไร การสลับสองอย่างนี้คือวิธีที่ร้านจบลงด้วยงานหลังบ้านที่เนี้ยบ กับ margin ที่ค่อย ๆ หด

คำถามไหน ใครตอบ

วิธีที่เห็นเส้นแบ่งชัดที่สุดคือเรียงคำถามที่ร้านบนมาร์เก็ตเพลสต้องตอบในหนึ่งวัน แล้วดูว่าคำถามไหนเป็นหน้าที่ของระบบไหน

คำถามประจำวัน กับระบบที่ควรตอบ
คำถามระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ (OMS)DataGlass
ออเดอร์เข้ามาแล้ว ต้องหยิบ แพ็ก และส่งอย่างไรหน้าที่หลัก มีคิวแพ็ก พิมพ์ใบปะหน้า และส่งต่อให้ขนส่งไม่ใช่หน้าที่ เก็บและพิมพ์ซ้ำเอกสารขนส่งของ Shopee ได้ แต่ไม่มีขั้นตอนจัดคิวแพ็ก
สต็อกเหลือเท่าไร ตัดข้ามช่องทางแล้วหรือยังหน้าที่หลัก ตัดสต็อกจากศูนย์กลางแบบเรียลไทม์ข้ามมาร์เก็ตเพลสไม่ได้ตัดสต็อกให้ แต่พยากรณ์ว่าจะหมดเมื่อไรและควรสั่งเพิ่มเท่าไร
ปิดการขายทางแชท LINE หรือ Facebookเป็นหน้าที่หลักของหลายเจ้าในไทยไม่มี เราเห็นเฉพาะสิ่งที่ API ของมาร์เก็ตเพลสเปิดให้เห็น
SKU ไหนขาดทุนจริง หลังหักค่าธรรมเนียม โค้ดส่วนลด และของคืนมีรายงานยอดขาย แต่โดยทั่วไปไม่ได้ประกอบกำไรกลับมาเป็นราย SKUหน้าที่หลัก ประกอบทุกออเดอร์ขึ้นใหม่จากข้อมูลใบสรุปยอดลงถึงระดับ SKU
พรุ่งนี้ควรตั้งงบยิงแอดแต่ละแคมเปญเท่าไรอยู่นอกขอบเขตหน้าที่หลักบน Shopee โดยมีขอบเขตความเสียหายกำกับและแสดงตัวแปรที่โมเดลใช้
ค่าธรรมเนียมเพิ่งเปลี่ยน SKU ไหนพลิกเป็นขาดทุนไม่มีอะไรเปลี่ยน ระบบยังส่งออเดอร์ต่อไปอย่างถูกต้องคำนวณทั้งแคตตาล็อกใหม่ตามตารางใหม่ แล้วติดธงตัวที่ข้ามเส้น
ออกใบกำกับภาษีและส่งข้อมูลเข้าระบบบัญชีมีในตัว หรือเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์บัญชีไทยไม่มี

ไล่อ่านคอลัมน์ขวาลงมา รูปร่างก็ชัด DataGlass หายไปจากทุกแถวที่เกี่ยวกับการทำให้ออเดอร์เกิดขึ้น และอยู่ในทุกแถวที่เกี่ยวกับการเลือกว่าจะทำอะไรต่อ ซึ่งเป็นความตั้งใจ การสร้างระบบหลังบ้านไทยเจ้าที่สิบเอ็ดจะใช้เวลาได้แย่กว่าการสร้างชั้นที่ไม่มีเจ้าไหนมี

สิ่งที่ DataGlass ไม่ได้ทำ

เขียนตรง ๆ เพราะรายการความสามารถที่คลุมเครือคือวิธีที่ซอฟต์แวร์ถูกซื้อด้วยเหตุผลผิด แล้วเลิกใช้ในสามเดือน

  • ไม่มีการรับออเดอร์ ไม่มีขั้นตอนแพ็ก และไม่ตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ ถ้าสองช่องทางขายชิ้นเดียวกันเกิน DataGlass จะบอกให้ทราบทีหลัง แต่กันไว้ก่อนไม่ได้
  • ไม่มีระบบขายผ่านแชท ไม่มี LINE OA ไม่มีกล่องข้อความ Facebook ไม่มี chat-to-order ไม่มีบรอดแคสต์ ร้านที่ขายผ่านแชทเป็นหลักแทบมองไม่เห็นในระบบเรา
  • ไม่ออกใบกำกับภาษี ไม่เชื่อมระบบบัญชี ไม่ทำเงินเดือน งานเหล่านั้นเป็นของซอฟต์แวร์บัญชีไทยและของ ERP ดูหน้าเปรียบเทียบกับ ERP ด้านล่าง
  • ไม่กระทบยอดเงินปลายทาง (COD) กับบริษัทขนส่ง เรากระทบยอดค่าธรรมเนียมของมาร์เก็ตเพลสและยอด escrow กับยอดโอนออก ส่วนเงินที่ยังอยู่กับขนส่งไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น
  • ไม่มี public API และไม่มีสเปก OpenAPI ที่เผยแพร่ ข้อมูลออกจากระบบผ่านหน้าจอและการ export ไม่ใช่ผ่าน endpoint ที่เอาไปเขียนโปรแกรมต่อได้
  • ไม่ได้ bid โฆษณาบน Lazada และการ bid บน TikTok Shop ยังไม่ได้เปิดใช้เป็นการทั่วไป การปรับงบโฆษณาอัตโนมัติวันนี้คือ Shopee ส่วนการกระทบยอดค่าธรรมเนียมและกำไรราย SKU ครอบคลุมทั้งสามมาร์เก็ตเพลส
  • ไม่ได้อ้างว่าวัดกำไรที่เพิ่มขึ้นแบบมีเหตุเป็นผลได้ การ optimize ถูกประเมินภายในโมเดลของมันเองเทียบกับทางเลือกที่มันพิจารณา ซึ่งเป็นการเทียบกับสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม และเราเขียนกำกับไว้ทุกหน้าที่พูดถึงเรื่องนี้

ใช้คู่กัน และจุดเดียวที่ทั้งสองชนกัน

สองระบบนี้แทบไม่แตะกันเลย ระบบหลังบ้านเขียนลงไปที่ออเดอร์ สต็อก และการจัดส่ง ส่วน DataGlass อ่านจากมาร์เก็ตเพลส แล้วเขียนลงไปที่งบโฆษณา bid ราคา และโปรโมชั่น ทั้งสองไม่ได้แย่งเขียนวัตถุเดียวกัน คำตอบว่า “ใช้คู่กัน” จึงไม่ใช่คำตอบเอาใจ แต่เป็นคำตอบที่ถูกต้องเชิงโครงสร้าง — ระบบหลังบ้านยังเป็นบันทึกหลัก ส่วน DataGlass เป็นชั้นตัดสินใจที่วางอยู่ข้าง ๆ

มีรอยต่อเดียว คือทั้งสองระบบเปลี่ยนราคาได้ ถ้าระบบหลังบ้านดันราคาจากรายการสินค้าหลัก และ DataGlass เสนอเปลี่ยนราคาบน SKU เดียวกัน คนที่เขียนทีหลังชนะ และไม่มีใครรู้ว่าเป็นระบบไหน ให้เลือกที่เดียวเป็นเจ้าของการตั้งราคา แล้วให้อีกที่อ่านอย่างเดียวในฟิลด์นั้น วินัยเดียวกันใช้กับสต็อกได้แบบหลวมกว่า DataGlass จะบอกว่า SKU ไหนใกล้หมดและควรสั่งเท่าไร แต่การสั่งควรทำในที่ที่เก็บสต็อกหลักอยู่ ไม่ใช่ทำคู่ขนานกับมัน

เมื่อไรที่ DataGlass คือเครื่องมือที่ผิด

  • ถ้าปัญหาวันนี้คือแพ็กผิด ส่งช้า หรือชิ้นเดียวกันถูกขายเกินบนสองช่องทาง นั่นคือปัญหาของระบบหลังบ้าน และ DataGlass แก้ให้ไม่ได้ ให้แก้งานปฏิบัติการก่อน เพราะการตัดสินใจที่ดีขึ้นบนงานหลังบ้านที่พังไม่มีค่าอะไรเลย
  • ถ้าออเดอร์ต่ำกว่าราว 50 ออเดอร์ต่อเดือน ทั้งสองหมวดยังไม่จำเป็น การประกอบต้นทุนที่ทำให้กำไรราย SKU มีความหมายต้องการจำนวนออเดอร์มากพอที่ตัวเลขจะนิ่ง และคำถามเรื่องงบยิงแอดแทบยังไม่เกิดที่ปริมาณนั้น
  • ถ้ายอดขายส่วนใหญ่ปิดผ่าน LINE หรือ Facebook มากกว่าปิดบนมาร์เก็ตเพลส DataGlass แทบไม่เห็นธุรกิจของคุณเลย และภาพ margin ที่ได้จะผิดในแบบที่สังเกตยาก
  • ถ้าต้องการให้ข้อมูลไหลเข้าระบบของคุณเองแบบอัตโนมัติ ตอนนี้ยังไม่มี public API ให้เขียนโปรแกรมต่อ มีการ export แต่ยังไม่มี endpoint
  • ถ้าความต้องการหลักคือการรวมงบการเงิน รายงานหลายนิติบุคคล หรือการจัดซื้อ นั่นคือ ERP ไม่ใช่ทั้งเราและไม่ใช่ OMS

หน้าเปรียบเทียบข้างเคียง ถ้าเครื่องมือที่กำลังชั่งใจอยู่เป็นอย่างอื่น: DataGlass เทียบกับ ERP, DataGlass เทียบกับ Shopee Seller Center.

↳ วิธีการเก็บข้อมูล

คำอธิบายหมวดระบบจัดการร้านค้าออนไลน์มาจากวิธีที่ผู้ให้บริการเหล่านั้นวางตัวเองต่อสาธารณะ ไม่ได้มาจากการเทียบฟีเจอร์ทีละข้อ และหน้านี้ไม่ได้อ้างอะไรเกี่ยวกับความสามารถของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง ที่เอ่ยชื่อหมวดนี้เพราะผู้ขายเรียกมันแบบนั้น และสิ่งที่เทียบคือหมวด ไม่ใช่คู่แข่งรายใดรายหนึ่ง

คอลัมน์ของ DataGlass อธิบายสิ่งที่ใช้งานได้จริงวันนี้ อะไรที่ยังไม่มีจะเขียนว่าไม่มี ไม่ได้เขียนว่าอยู่ใน roadmap ส่วนการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมที่ใช้เป็นตัวอย่างแยกความต่าง มาจากชุดข้อมูลค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลสของ DataGlass (เวอร์ชัน 2026.08.25 ตรวจสอบเมื่อ 25 สิงหาคม 2569) ซึ่งถอดมาจากเอกสารค่าธรรมเนียมที่แต่ละแพลตฟอร์มประกาศเองและมีวันที่กำกับ และไม่มีจุดใดในหน้านี้ที่อ้างว่าวัดกำไรที่เพิ่มขึ้นได้

แหล่งอ้างอิง

  1. ชุดข้อมูลค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลส (ประเทศไทย) ของ DataGlass เวอร์ชัน 2026.08.25 — บันทึกการเปลี่ยนแปลงที่ระบุวันที่: Shopee ขึ้นค่าธรรมเนียมการขายเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 โดย 1,382 จาก 1,437 หมวดย่อยปรับขึ้น 2% ก่อน VAT เผยแพร่ภายใต้ CC BY 4.0 /research/marketplace-fees
  2. Shopee ประเทศไทย — นโยบายค่าธรรมเนียม และตารางค่าธรรมเนียมการขายตามหมวดหมู่สินค้า มีผล 4 สิงหาคม 2569 help.shopee.co.th
  3. DataGlass ได้ข้อมูลจากมาร์เก็ตเพลสมาอย่างไรและใช้ทำอะไร: การดึงข้อมูลสำหรับผู้ขาย Shopee, ดูข้อมูลหลายร้านข้าม Lazada, Shopee และ TikTok.

เก็บระบบหลังบ้านไว้ แล้วเติมชั้นที่มันไม่มี

DataGlass เชื่อมต่อกับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยตรง ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีรับหรือส่งออเดอร์ที่ใช้อยู่ แล้วคืนกำไรราย SKU หลังหักค่าธรรมเนียม พร้อมการตัดสินใจเรื่องแอดและราคาที่ตามมาจากตัวเลขนั้น ใช้ฟรี 14 วันแรก

เริ่มใช้งานฟรี

หยุดเดา ให้ DataGlass ช่วยเพิ่มกำไร

ร่วมกับผู้ขายที่ใช้ DataGlass เปลี่ยนข้อมูลร้านให้เป็น Action ถัดไปที่เพิ่มกำไรสูงสุด สำหรับโฆษณา ราคา โปรโมชั่น และสต๊อกสินค้า