คำศัพท์/Take rate
Take rate คืออะไร?
Take rate คือสัดส่วนของ GMV ที่แพลตฟอร์มเก็บไว้เป็นรายได้ของตัวเอง ทั้งค่าธรรมเนียมตามหมวดหมู่ ค่าธรรมเนียมธุรกรรมและการชำระเงิน ค่าบริการคลัง และที่โตเร็วที่สุดคือค่าโฆษณา แพลตฟอร์มรายงานตัวเลขนี้ในระดับภาพรวมว่าเป็นอัตราการสร้างรายได้ ส่วนผู้ขายสัมผัสมันในรูปของช่องว่างระหว่างมูลค่าที่ผู้ซื้อจ่ายกับเงินที่โอนเข้าบัญชี สองตัวเลขนี้ไม่เท่ากัน และตัวเลขฝั่งผู้ขายสูงกว่า เพราะร้านที่ยิงแอดกำลังจ่ายส่วนหนึ่งของรายได้โฆษณาให้แพลตฟอร์มเพิ่มจากค่าธรรมเนียมที่หมวดหมู่ของตัวเองต้องจ่ายอยู่แล้ว
01/สูตร
สูตร
Take rate ฝั่งแพลตฟอร์ม = รายได้ของแพลตฟอร์มจากธุรกรรม / GMV Take rate ที่ผู้ขายเจอจริง = (ค่าธรรมเนียม + ค่าธุรกรรม + โปรที่ร้านออกเอง + ค่าบริการคลัง + ค่าโฆษณา) / GMV
ตัวอย่าง
ร้านทำ GMV ฿1,000,000 ในหนึ่งเดือน ค่าธรรมเนียมและค่าธุรกรรม ฿75,000 voucher และค่าส่งที่ร้านออกเอง ฿60,000 ค่าโฆษณา ฿120,000 Take rate ที่เจอจริง = 255,000 / 1,000,000 = 25.5% ตารางค่าธรรมเนียมบอกไว้ 7.5% อีก 18 จุดที่เหลือคือส่วนที่ไม่เคย ปรากฏในตารางไหนเลย
02/รายละเอียด
ทำไม take rate ที่ผู้ขายเจอถึงสูงกว่าที่แพลตฟอร์มรายงาน?
เพราะตัวเลขที่รายงานเป็นค่าเฉลี่ยของผู้ขายทุกราย รวมถึงรายที่ไม่ยิงแอด ไม่เข้าร่วมโปร และอยู่ในหมวดหมู่ที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ร้านที่ยิงแอดหนักในหมวดหมู่ที่ค่าธรรมเนียมสูงอาจจ่ายสองถึงสามเท่าของอัตราที่ประกาศ องค์ประกอบยังเลื่อนไปทางเดียวเมื่อเวลาผ่านไป การโฆษณาเป็นส่วนที่โตเร็วที่สุดของรายได้มาร์เก็ตเพลสทั่วภูมิภาค และต่างจากค่าธรรมเนียมตรงที่มัน "สมัครใจ" ในนาม แรงกดดันจึงมาผ่านราคาประมูลและการเข้าถึงแบบออร์แกนิก แทนที่จะมาผ่านการประกาศเปลี่ยนตารางที่ผู้ขายพอจะวางแผนล่วงหน้าได้
Take rate ควรเปลี่ยนวิธีตั้งราคาอย่างไร?
โดยกลายเป็นตัวแปรที่ใส่เข้าไปตั้งแต่ต้น ไม่ใช่คิดทีหลัง ถ้า take rate รวมของหมวดหมู่หนึ่งอยู่ที่ 25% แปลว่าสินค้าต้องตั้งราคาให้ 75% ที่เหลือครอบคลุม COGS ค่าส่ง และกำไรที่ธุรกิจต้องการ และเลขนี้โหดมากกับสินค้าราคาถูก เพราะต้นทุนคงที่ต่อออเดอร์อย่างค่ากล่องและค่าขนส่งไม่ได้เล็กลงตามราคา นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ SKU ราคาต่ำอยู่รอดยากบนมาร์เก็ตเพลส และเป็นเหตุผลที่สินค้าตัวเดียวกันมักต้องมีราคาต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มแทนที่จะใช้ราคาเดียวทุกที่
Take rate ที่สูงขึ้นเลี่ยงได้ไหม?
ในระดับแพลตฟอร์มเลี่ยงไม่ได้ แต่ส่วนที่อยู่ฝั่งผู้ขายเป็นทางเลือกอยู่บ้าง ค่าธรรมเนียมและค่าธุรกรรมเป็นของตายตัว ส่วนของโปรที่ร้านออกเอง การสมัครโปรแกรมเสริม และค่าโฆษณาเป็นการตัดสินใจ และแต่ละอย่างวัดผลได้ว่าคืนอะไรกลับมา คำถามที่ควรถามปีละครั้งไม่ใช่ว่า take rate ขึ้นไหม เพราะมันขึ้นอยู่แล้ว แต่คือครึ่งที่เลือกได้นั้นซื้ออะไรกลับมาบ้าง การเข้าร่วมโปรสร้างออเดอร์ส่วนเพิ่มจริงไหม และค่าโฆษณาผ่านจุดคุ้มทุนของตัวเองหรือเปล่า ร้านที่ไม่เคยตรวจครึ่งนี้มักพบว่ามันโตขึ้นเท่าตัว
03/ทำไมจึงสำคัญ
กับดักในหนึ่งย่อหน้า
Take rate คือตัวเลขเดียวที่บอกว่ารายได้ของร้านเป็นของแพลตฟอร์มไปเท่าไร และผู้ขายส่วนใหญ่รู้จักแค่ส่วนค่าธรรมเนียมของมัน การวางกลยุทธ์ราคา การตัดสินใจเข้าหมวดหมู่ใหม่ หรือการเทียบข้ามแพลตฟอร์มโดยดูแค่ตารางค่าธรรมเนียม คือการวางแผนบนต้นทุนจริงราวหนึ่งในสาม นั่นคือเหตุผลที่ร้านมักพบว่าแพลตฟอร์มที่ค่าธรรมเนียมดีที่สุดคือแพลตฟอร์มที่ทำเงินได้น้อยที่สุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เทียบแพลตฟอร์มด้วยอัตราค่าธรรมเนียมที่ประกาศ ตารางค่าธรรมเนียมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดและคาดเดาได้ที่สุดของ take rate แพลตฟอร์มที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าแต่การประมูลโฆษณาแพงกว่า หรือคาดหวังให้ร้านร่วมออกโปรมากกว่า อาจเป็นที่ที่ค้าขายแพงกว่ามาก
04/ใน DataGlass
Take rate ถูกใช้ใน DataGlass อย่างไร
DataGlass รวมทุกรายการที่แพลตฟอร์มหักไปกับค่าโฆษณาที่ผูกกับออเดอร์ชุดเดียวกัน ร้านจึงอ่านได้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มเก็บสัดส่วนของ GMV ไปเท่าไรจริง ๆ และเทียบ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ด้วยตัวเลขที่มีความหมาย ไม่ใช่ด้วยตารางที่ประกาศไว้
05/แหล่งอ้างอิง
- [1] Sea Limited — Investor Relations
การเปิดเผยข้อมูลของ Sea Limited เรื่องรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้โฆษณาของ Shopee เทียบกับ GMV — มุมมองอัตราการสร้างรายได้จากฝั่งแพลตฟอร์ม
- [2] Shopee Thailand — ค่าธรรมเนียมผู้ขาย
ส่วนของค่าธรรมเนียมและค่าธุรกรรมที่ประกาศไว้ ก่อนรวมค่าโฆษณาและโปรที่ร้านออกเอง
- [3] Bain & Company — e-Conomy SEA 2025
การเติบโตของ retail media ในสัดส่วนรายได้ของมาร์เก็ตเพลสเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — องค์ประกอบที่ดัน take rate ฝั่งผู้ขายขึ้นเร็วที่สุด
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง